วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554
เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับของไหว้เจ้า
ในวันฉลองตรุษจีน อาหารจะถูกรับประทาน มากกว่าวันไหนๆ ในปี อาหารชนิดต่างๆ ที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี จะถูกจัดเตรียม เพื่อญาติพี่น้อง และเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษ ครอบครัวชาวจีนจะทานผัก ที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆ ที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงราก หรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใย หลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆ มีความหมายที่เป็น มงคลในตัวของมัน
ซาลาเปา (หมี่ก้วย หรือ หมี่เปา) ไม่มีไส้ เรียกว่า หมั่นโถว มีแบบที่ทำจากหัวมัน เนื้อออกสีเหลือง และแบบไม่ผสมมัน เนื้อออกสีขาว นิยมทำให้แตกเหมือนดอกไม้บาน ถ้าลูกเล็กจะแต้มจุดแดง ลูกใหญ่จะปั๊มตัว หนังสือสีแดง เขียนว่า ฮก แปลว่า โชคดี มีไส้ นิยมไส้ เต้าซา แป้งไม่ผสมมัน หน้าไม่แตก มีตัวหนังสือปั๊มว่า เฮง แปลว่าโชคดี
เนื้อสัตว์ที่นำมาเซ่นไหว้ ไม่จำกัดชนิด นิยมจัดเป็นห้าอย่างเรียกว่า โหงวแซ หรือสามอย่าง เรียกว่าซาแซ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ฐานะของผู้ไหว้
ซาลาเปา (หมี่ก้วย หรือ หมี่เปา) ไม่มีไส้ เรียกว่า หมั่นโถว มีแบบที่ทำจากหัวมัน เนื้อออกสีเหลือง และแบบไม่ผสมมัน เนื้อออกสีขาว นิยมทำให้แตกเหมือนดอกไม้บาน ถ้าลูกเล็กจะแต้มจุดแดง ลูกใหญ่จะปั๊มตัว หนังสือสีแดง เขียนว่า ฮก แปลว่า โชคดี มีไส้ นิยมไส้ เต้าซา แป้งไม่ผสมมัน หน้าไม่แตก มีตัวหนังสือปั๊มว่า เฮง แปลว่าโชคดี
เนื้อสัตว์ที่นำมาเซ่นไหว้ ไม่จำกัดชนิด นิยมจัดเป็นห้าอย่างเรียกว่า โหงวแซ หรือสามอย่าง เรียกว่าซาแซ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ฐานะของผู้ไหว้
ซิวท้อ เป็นซาลาเปาพิเศษ ทำเป็นรูปลูกท้อ ไส้เต้าซา เพราะถือว่าเป็น ผลไม้สวรรค์ ใช้ในงานวันเกิด ใครได้กินอายุจะยืนยาว
ขนมฮวกก้วย เป็นขนมถ้วยฟู มีตัวหนังสือจีนเขียนไว้บนขนมว่า ฮวดไช้ และ เฮง มีความหมายว่าโชคดี
หนึงกอ (ขนมไข่) ใช้ไหว้ได้ทุกอย่าง
ก๊าก้วย (ฮวกก้วย) "ฮวก" แปลว่า งอกงาม / "ก้วย" แปลว่า ขนม ใช้กับงานมงคลเป็นส่วนใหญ่ เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ บนหน้าขนมปั๊มตัวหนังสือตรงกลาง "ฮวดไช้" คำที่อยู่รอบนอก คือ "เฮง" แปลว่า โชคดี
คักท้อก้วย มีไส้ข้าว ไส้กุยช่าย ไส้ผัดผักกะหล่ำ ไส้ถั่ว นวดกับแป้งผสมสีแดง เป็นสีนำโชค ใช้ไหว้เจ้าที่ หรือไหว้บรรพบุรุษ
จับกิ้ม (แต่เหลียง) หรือที่คนไทย เรียกว่า "ขนมจันอับ" ใช้ไหว้เจ้าได้ทุกประเภท ประกอบด้วยขนม 5 อย่าง
เต้ายิ้งปัง คือ ขนมถั่วตัด
มั่วปัง คือ ขนมงาตัด
ซกซา คือ ถั่วเคลือบน้ำตาล
กวยแฉะ คือ ฟักเชื่อม
โหงวจ๊งปัง คือ ขนมข้าวพอง
หนึงกอ (ขนมไข่) ใช้ไหว้ได้ทุกอย่าง
ก๊าก้วย (ฮวกก้วย) "ฮวก" แปลว่า งอกงาม / "ก้วย" แปลว่า ขนม ใช้กับงานมงคลเป็นส่วนใหญ่ เช่น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ บนหน้าขนมปั๊มตัวหนังสือตรงกลาง "ฮวดไช้" คำที่อยู่รอบนอก คือ "เฮง" แปลว่า โชคดี
คักท้อก้วย มีไส้ข้าว ไส้กุยช่าย ไส้ผัดผักกะหล่ำ ไส้ถั่ว นวดกับแป้งผสมสีแดง เป็นสีนำโชค ใช้ไหว้เจ้าที่ หรือไหว้บรรพบุรุษ
จับกิ้ม (แต่เหลียง) หรือที่คนไทย เรียกว่า "ขนมจันอับ" ใช้ไหว้เจ้าได้ทุกประเภท ประกอบด้วยขนม 5 อย่าง
เต้ายิ้งปัง คือ ขนมถั่วตัด
มั่วปัง คือ ขนมงาตัด
ซกซา คือ ถั่วเคลือบน้ำตาล
กวยแฉะ คือ ฟักเชื่อม
โหงวจ๊งปัง คือ ขนมข้าวพอง
ตั่วเปี้ย คนไทยเรีกว่า "ขนมเปี๊ย" แบบเจ เรียกว่า "เจเปี้ย" มีไส้มังสวิรัติ เช่น ไส้เต้าซา แบบชอ เรียกว่า "ชอเปี้ย" ใส่มันหมู ใช้ไหว้เจ้าได้ทุกอย่าง
ทึ้งถะ คือ เจดีย์น้ำตาล ซึ่งต้องมีทึ้งไซ หรือสิงห์น้ำตาล มีไว้เพื่ออารักขาเจดีย์ ใช้ไหว้เทพยดาฟ้าดิน ในวันที่ 9 เดือน 1 ของทุกปี และสามารถใช้ไหว้เจ้าแม่กวนอิม ในวันไหว้พระจันทร์ได้
น้ำตาล นำน้ำตาลมาใส่ถุง ติดกระดาษแดง สามารถใช้ไหว้ได้ทุกอย่าง
น้ำตาล นำน้ำตาลมาใส่ถุง ติดกระดาษแดง สามารถใช้ไหว้ได้ทุกอย่าง
ส้ม คำจีนเรียกว่า "ไต้กิก" แปลว่า โชคดี
องุ่น คำจีนเรียกว่า "พู่ท้อ" หมายถึง งอกงาม
สับปะรด คำจีนเรียกว่า "อั้งไล้" แปลว่า มีโชคมาหา
กล้วย คำจีนเรียกว่า "เฮียงเจีย" หรือ " เกงเจีย " มีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล
องุ่น คำจีนเรียกว่า "พู่ท้อ" หมายถึง งอกงาม
สับปะรด คำจีนเรียกว่า "อั้งไล้" แปลว่า มีโชคมาหา
กล้วย คำจีนเรียกว่า "เฮียงเจีย" หรือ " เกงเจีย " มีความหมายถึงการมีลูกหลานสืบสกุล
อาหารอื่นๆ รวมไปถึงปลาทั้งตัว เพื่อเป็นตัวแทน แห่งการอยู่ร่วมกัน และความอุดม- สมบรูณ์ และไก่ สำหรับความเจริญ ก้าวหน้า ซึ่งไก่นั้นจะต้องยังมีหัว หาง และเท้าอยู่ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึง ความสมบูรณ์ เส้นหมี่ก็ไม่ควรตัด เนื่องจากหมายถึง ชีวิตที่ยืนยาว
ทางตอนใต้ของจีน จานที่นิยมที่สุด และทาน มากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหาร อันโอชะ ทางเหนือ หมั่นโถ และติ่มซำ เป็นอาหารที่นิยม อาหารจำนวนมาก ที่ถูกตระเตรียม ในเทศกาลนี้ มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ และความร่ำรวยของบ้าน
ทางตอนใต้ของจีน จานที่นิยมที่สุด และทาน มากที่สุดได้แก่ ข้าวเหนียวหวานนึ่ง บ๊ะจ่างหวาน ซึ่งถือเป็นอาหาร อันโอชะ ทางเหนือ หมั่นโถ และติ่มซำ เป็นอาหารที่นิยม อาหารจำนวนมาก ที่ถูกตระเตรียม ในเทศกาลนี้ มีความหมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ และความร่ำรวยของบ้าน
ขอบคุณข้อมูลจาก http://brightlives.th.88db.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com
7 วิธี ฟิตสมอง
คุณเคยออกกำลังสมองมั้ย?
อีกบทบาทหนึ่งของนักกิจกรรมบำบัดในการใช้กิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองให้ออกกำลัง เพราะร่างกายต้องการการออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงฉันใด เหตุใดสมองจึงไม่ต้องการการออกกำลังเพื่อป้องกันสมองฝ่อลีบเล่า
อีกบทบาทหนึ่งของนักกิจกรรมบำบัดในการใช้กิจกรรมต่างๆ เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองให้ออกกำลัง เพราะร่างกายต้องการการออกกำลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงฉันใด เหตุใดสมองจึงไม่ต้องการการออกกำลังเพื่อป้องกันสมองฝ่อลีบเล่า
นักวิจัยพบว่าสมองส่วน Cerebral Cortex ของมนุษย์ สามารถสร้างเครือข่ายประสาท (Nerve Plexus) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ แม้ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะมีอายุมากขึ้นแต่เครือข่ายเหล่านี้ก็ไม่หยุดเชื่อมต่อระหว่างกัน ซึ่งสรุปได้ว่าจำนวนเครือข่ายประสาทเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกว่าคนๆ นั้น จะมีอายุยืนยาวหรือไม่ ซึ่งโดยปกติเครือข่ายประสาทจะถูกสร้างเพิ่มขึ้นด้วยการออกกำลังสมอง
ปัจจุบันพบว่าถึงแม้เซลล์สมองจะลดลงในผู้สูงอายุ แต่ถ้ามีการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์มากขึ้น เซลล์เหล่านี้จะไปทดแทนและทำหน้าที่แทนเซลล์ที่ตายแล้ว ซึ่งทำให้สมองยังคงมีประสิทธิภาพทั้งๆ ที่อายุมากขึ้น จากงานวิจัยพบว่าคนทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือความจำ จะอายุยืนยาวกว่าคนที่ทำงานโดยไม่ต้องใช้สมอง เช่น งานซักรีดประจำวัน ซึ่งโดยมากใช้ความเคยชินในการทำงาน ดังนั้นเราไม่ควรปล่อยให้สมองอยู่เฉยๆ แต่ควรจะต้องใช้สมองทำงานซึ่งจะทำให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ นำไปสู่การมีอายุยืนยาวขึ้น หากเราละเลยไม่ใช้สมอง ก็จะทำให้สมองเสื่อมและเหี่ยวแฟบลงในที่สุด
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะไม่สามารถจำเหตุการณ์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นได้ เพราะประสบการณ์ชีวิตของท่านเหล่านั้นสอนให้ท่านจำแต่เรื่องที่จำเป็น โดยสมองจะคัดเรื่องที่ไม่สำคัญทิ้งไปเพื่อให้สมองไม่ทำงานหนักเกินไป ดังนั้นถ้าเราต้องการป้องกันสมองถดถอย เราจะต้องใช้สมองทำงานหลายอย่าง เช่น ถ้าเราเก่งคำนวณ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของสาขาวิทยาศาสตร์ เราควรจะรู้ด้านศิลปะด้วย โดยอาจจะฝึกเล่นดนตรีและวาดภาพ ขณะเดียวกันถ้าเราเป็นนักดนตรี เราควรเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านวิทยาศาสตร์ การทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้สมองอีกด้านหนึ่งทำงาน เป็นการป้องกันไม่ให้สมองทำงานหนักเกินไปเพียงด้านเดียว ดังนั้นเราควรสนใจหัดเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์บ้างในบางครั้งบางคราว ซึ่งการทำสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อนจะช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้สร้างเครือข่ายประสาทเพื่อเชื่อมต่อกับเซลล์สมองอื่นๆ ในกระบวนการทำงานหรือการเรียน เป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเครือข่ายและเชื่อมกับระบบประสาท ซึ่งจะทำให้เราสามารถใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดอาการสมองถดถอยลง ทำให้อายุของเรายืนยาวขึ้นซึ่งช่วยให้เราสนุกกับการทำกิจกรรมในชีวิตต่อไป
เทคนิควิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยออกกำลังสมอง มีดังนี้
1. พยายามเดินถอยหลังแทนการเดินไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว
2. พยายามนับเลขถอยหลัง เช่น 100, 99, 98 .... แทนการนับแบบปกติ 1, 2, 3 ....
3. ถ้าเคยชินกับการเขียนด้วยมือขวา ก็ลองใช้มือซ้ายหัดเขียน ในทำนองเดียวกันถ้าถนัดซ้าย ก็หัดเขียนมือขวา แล้วจะพบว่าในที่สุดเราสามารถใช้ทั้งมือขวาหรือมือซ้ายเขียนได้
4. ถ้าเป็นพนักงานบัญชีและทำงานกับตัวเลขทั้งวัน ลองพยายามหัดทำงานในเชิงศิลปะ เช่น ทำสร้อยข้อมือหรือสร้อยคอจากหินสีต่างๆ ทำงานเพ็นต์สีลายกระจกหรือขวด หรือหัดทำเค้กรูปแบบและลายต่างๆ
5. ถ้าทำงานสำนักงานและต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์ในห้องเย็นๆ ทั้งวัน หลังเลิกงานควรหากิจกรรมที่จะกระตุ้นร่างกายให้เคลื่อนไหวทำ เช่น ลีลาศหรือเต้นรำในจังหวะต่างๆ ว่ายน้ำ ดำน้ำ หรือ โยคะ เป็นต้น
6. ถ้าทำงานด้านศิลปะอยู่แล้ว ให้หัดเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เรียนการใช้ลูกคิดแบบญี่ปุ่น หรือ หัดขับรถโกคาร์ท (Go Kart) เป็นต้น
7. ถ้าเป็นนักกีฬาอาชีพ และใช้กำลังทางร่างกายอยู่เสมอ อาจจะต้องพยายามใช้สมองเพื่อการคิด เช่น เล่นเกมส์ปริศนาอักษรไขว้ (Crossword) หรือเรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อช่วยให้เกิดความคิดในการออกกำลังสมองทั้ง 2 ด้าน และทำให้มีการสร้างเครือข่ายประสาท (Nerve Plexus) เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายมากขึ้น เท่านี้ก็สามารถป้องกันสมองฝ่อได้โดยไม่ต้องใช้ยา
ความลับคือ ถ้าเราทำงานอาชีพด้านใด ให้พยายามทำสิ่งตรงข้ามกับงานอาชีพที่ทำเป็นประจำ เพื่อให้สมองได้รับการกระตุ้นและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้สมองไม่ทำงานด้านเดียวหนักเกินไป
“เริ่มเสียแต่วันนี้ อย่ารอจนคุณแก่เกินแก้ไข”
ที่มา : http://www.cha-lad.com
คอลลาเจนคืออะไร?
คอลลาเจน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่อยู่ใต้ชั้นหนังแท้ โปรตีนแห่งความงามที่ว่านี้ มีชื่อเรียกว่า คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนสำคัญของผิวหนัง เพราะเป็นส่วนสปริงของผิวหนัง ในการสร้างความตึงให้กับผิวหนังชั้นหนังแท้ หากอยากลองสัมผัสความตึงของคอลลาเจนโปรตีน ลองจับแก้มเด็กตัวเล็ก ๆ ดู จะสัมผัสได้ทันที ถึงความใส ตึง ที่ผิวแก้ม หรือ ดูเด็กวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาว จะเห็นว่าผิวพรรณตึงเปรี๊ยะทีเดียว ปัจจุบันนี้จะมีการพูดถึง คอลลาเจน กันอย่างกว้างขวางในวงการเครื่องสำอาง และ ความงาม เป็นภาษากรีก
คอลลาเจน เป็นภาษากรีก แปลว่า กาว ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมเซลล์แต่ล่ะเซลล์เข้าด้วยกัน คอลลาเจนโปรตีนมีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา จะอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ คอลลาเจนทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรง และเรียบเนียน และอยู่คู่กับโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ "อิลาสติน" ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงสร้างของผิว และทำให้ผิวเต่งตึง อิลาสตินจะมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว และทำให้ผิวไม่มีริ้วรอย
น่าเสียดายที่ภายหลังอายุ 20 ปี คอลลาเจนโปรตีนจะเสื่อมสภาพลง ทำให้ชั้นผิวหนังมีการยุบตัวลง ต้นเหตุของความเหี่ยวย่น ริ้วรอย และความชราของผิวพรรณ ริ้วรอยแรกจะเป็นรอยตีนกา เพราะผิวหนังรอบดวงตา มีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวง่ายกว่าที่อื่น การรับประทานคอลลาเจนโปรตีน จะช่วยชะลอความเหี่ยวตรงนี้ และลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้วได้ คอลลาเจนมีคุณสมบัติ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่หย่อนยาน ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น อีกทั้งยังบำรุงเล็บ และเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
การเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยการรับประทาน มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลาทะเลบางประเภท ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคน โดยวิธีการ (Enzymatic Hydrolysis) ,มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วพบว่าภายหลังการรับประทานไประยะหนึ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย การนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจน เข้าสู่ร่างกายเพื่อผลในการบำรุงผิว และลดริ้วรอยนั้น ปกติทำได้ 2 วิธีคือ โดยการรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ โดนการฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า ผลที่ได้รับจากการบริโภคคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น
คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้นคอลลาเจนไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ด้วยการทา ส่วนครีมต่าง ๆ ที่มีขายตามท้องตลาด ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน ก็จะเป็นการผลักคอลลาเจนให้อยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า แต่เนื่องจากคอลลาเจนมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ประมาณ 30 เท่าของน้ำหนักตัวมัน ทำให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น แต่ไม่สามรถแก้ไขปัญหาริ้วรอยได้อย่างแท้จริง เพราะการเสริมสร้างคอลลาเจน จะต้องเข้าสู่ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และการรับประทานเท่านั้น
การใช้คอลลาเจน
ระยะเวลาเห็นผล 30 - 60 วัน
ริ้วรอยตื้นขึ้น 50%
ผิวที่หย่อนยานกระชับขึ้น 60%
ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น 45%
ผม และ เล็บ แข็งแรง และ หนาขึ้น
คอลลาเจน เป็นภาษากรีก แปลว่า กาว ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมเซลล์แต่ล่ะเซลล์เข้าด้วยกัน คอลลาเจนโปรตีนมีปริมาณมากถึง 1 ใน 3 ของโปรตีนในร่างกาย คอลลาเจนใต้ผิวหนังของเรา จะอยู่ในผิวหนังชั้นหนังแท้ คอลลาเจนทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรง และเรียบเนียน และอยู่คู่กับโปรตีนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ "อิลาสติน" ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงสร้างของผิว และทำให้ผิวเต่งตึง อิลาสตินจะมีหน้าที่สร้างความยืดหยุ่นให้กับผิว และทำให้ผิวไม่มีริ้วรอย
น่าเสียดายที่ภายหลังอายุ 20 ปี คอลลาเจนโปรตีนจะเสื่อมสภาพลง ทำให้ชั้นผิวหนังมีการยุบตัวลง ต้นเหตุของความเหี่ยวย่น ริ้วรอย และความชราของผิวพรรณ ริ้วรอยแรกจะเป็นรอยตีนกา เพราะผิวหนังรอบดวงตา มีความบอบบางมาก อีกทั้งกล้ามเนื้อรอบดวงตาก็เป็นกล้ามเนื้อวงกลม ไม่มีอะไรยึด ผิวรอบดวงตาก็เลยจะเหี่ยวง่ายกว่าที่อื่น การรับประทานคอลลาเจนโปรตีน จะช่วยชะลอความเหี่ยวตรงนี้ และลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นแล้วได้ คอลลาเจนมีคุณสมบัติ ทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่หย่อนยาน ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น อีกทั้งยังบำรุงเล็บ และเส้นผมให้มีสุขภาพดีอีกด้วย
การเสริมสร้างคอลลาเจนด้วยการรับประทาน มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลาทะเลบางประเภท ซึ่งมีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคน โดยวิธีการ (Enzymatic Hydrolysis) ,มาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แล้วพบว่าภายหลังการรับประทานไประยะหนึ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย การนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจน เข้าสู่ร่างกายเพื่อผลในการบำรุงผิว และลดริ้วรอยนั้น ปกติทำได้ 2 วิธีคือ โดยการรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ โดนการฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า ผลที่ได้รับจากการบริโภคคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น
คอลลาเจนโปรตีน เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้นคอลลาเจนไม่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ด้วยการทา ส่วนครีมต่าง ๆ ที่มีขายตามท้องตลาด ที่มีส่วนผสมของคอลลาเจน ก็จะเป็นการผลักคอลลาเจนให้อยู่ได้แค่ชั้นหนังกำพร้า แต่เนื่องจากคอลลาเจนมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ประมาณ 30 เท่าของน้ำหนักตัวมัน ทำให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น แต่ไม่สามรถแก้ไขปัญหาริ้วรอยได้อย่างแท้จริง เพราะการเสริมสร้างคอลลาเจน จะต้องเข้าสู่ด้วยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และการรับประทานเท่านั้น
การใช้คอลลาเจน
ระยะเวลาเห็นผล 30 - 60 วัน
ริ้วรอยตื้นขึ้น 50%
ผิวที่หย่อนยานกระชับขึ้น 60%
ผิวชุ่มชื้นมากขึ้น 45%
ผม และ เล็บ แข็งแรง และ หนาขึ้น
สยองง ,,100รายชื่อเครื่องสำอางค์อันตรายที่คุณผู้หญิงควรอ่าน!!(คุณใช้อยู่หรือไม่?)
ตรวจรายชื่อเครื่องสำอาง ด่วน...ก่อนหน้าพัง
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุชื่อผู้ผลิตและวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
19.เอ็ม.วี.ไวท์เทนนิ่งครีม ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต: บ.เอ็ม วี คอสเมติกส์ จ. 47/ 2 หมู่ 3 ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
ประเทศแหล่งกำเนิด : - ไม่ระบุ -
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 ไฮโดรควิโนน และสารห้ามใช้ 2 กรดเรทิโนอิก หรือกรดวิตามินเอ
20.MV WHIENING CREAM ครีมแก้สิว-หน้าใส
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อำเภอเมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต: บ.เอ็ม วี คอสเมติกส์ จ. 47/ 2 ม.3 ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
21.NEW CARE ครีมประทินผิวลดรอยด่างดำ
22.D.C.White โลชั่นกันแดด ปรับสภาพผิวจากแสงแดด
23.นิวแคร์ ครีมประทินผิวลดรอยด่างดำ
24.นิวแคร์ โลชั่นปรับสภาพผิว
25.Gold Angel White Night cream
26.Silver Angel Face Day Cream
27.พรีม โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (ขายพร้อมครีมทาสิวสูตรขาวเนียน บรรจุในกล่องกระดาษสีชมพูขาว)
28.3 ทรีเดย์ ไบรเทนแอนด์รีไวเทน โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ-ฝ้า ในกล่องกระดาษสีเหลือง-ขาว-ฟ้า)
29.3 ทรีเดย์ เนเชอรัล โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ ครีมทาสิว สูตรขาวเนียนในกล่องกระดาษสีฟ้า-ขาว-เหลือง)
30.โลชั่นวินเซิร์ฟลดฝ้า-กันแดด (ห่อด้วยพลาสติกใสไม่มีสี รวมกับครีมวินเซิร์ฟและสบู่สมุนไพรทองพันชั่งผสมมะขาม)
31.3 ทรีเดย์ ไบรเทนแอนด์รีไวเทน โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ-ฝ้า ในกล่องกระดาษสีดำ-ขาว)
32.3 ทรีเดย์ ไบรเทนแอนด์รีไวเทน ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า ในกล่องกระดาษสีดำ-ขาว)
33.ครีมสมุนไพรโสมจินเหม่ย
34.ชิชาเดะ ครีมหน้าขาวโสมผสมไข่มุกญี่ปุ่น
35.ครีมสมุนไพรขมิ้น M&G
36.มิสเดย์ ครีมแก้ฝ้า ใช้กลางคืน(ขายพร้อมมิสเดย์ครีมแก้สิว ใช้กลางวัน)
37.โลชั่นกันแดด-กันฝ้า เมลาแคร์ ผสมว่านหางจระเข้
38.ครีมฝ้าเมลาแคร์
39.โลชั่นปรับสภาพผิว เอสจี(ขายพร้อมมุยลีเฮียงครีมทาสิวฝ้า)
40.ครีมชาเขียว DR.JAPAN
41.DR.s Secret 4 skinrecon
42.DR.s Secret 3 skinlight
43.FRESHXEENA NIGHT CREAM
44.MINGCHEN DAY CREAM WHITENING CREAM
45.KAILI LOVELY M
46.ไวท์เทนนิ่งครีม ROBISIS Whitening Cream Night Cream
47.ไวท์เทนนิ่งครีม ROBISIS FADE-out Cream Day Cream
48.Plsi Whitening Day Cream
49.บาชิ ครีมกลางคืน
50.PM3ไวท์เทนนิ่ง สูตรพิเศษ
51.FC ครีมสมุนไพรน้ำนมข้าว
52.สมุนไพรบ้านตะวัน
53.ครีมชาเขียว DR.JAPAN
54.QIAN MEI (ครีมสีเหลือง)
55.QIAN MEI (ครีมสีขาว)
56.Night Lotion
57.ครีมไข่มุก
58.ครีมมะขามเปลี่ยนสีผิว
59.ครีมน้ำนมสปาเปลี่ยนสีผิว
60.ครีมน้ำนมมะขามเปลี่ยนสีผิว
61.VOV COLOR DESIGN 22
62.Fem Hair Removing Cream RORE
63.Fem Hair Removing Cream CHANDAN
64.ไวท์ครีม (ครีมเปลี่ยนสีผม)
65.Bio Je
66.โลชั่นทาผิว HQ
67.ครีมทารักแร้ขาว
68.KARME Whitening Cream Night Cream
69.WEiJiAO Double Night Cream
70.WEiJiAO Whitening Essence
71.Hymera Night Cream
72.Hymera Day Cream
73.CAI NI YA
74.JIAO LING ครีมกลางคืน
75.JIAO LING ครีมกลางวัน
76.ครีมไม่ใช่ลิขวิด
77.ครีมสมุนไพรไม่ใช่ลิขวิด
78.TALEENA CREAM ครีมสมุนไพรว่านหางจระเข้
79.สมุนไพรรักษาสิวฝ้า
80.J Leena Serum Whitening Zerum (เย็น 1)
81.J Leena Serum มุกหน้าใส-เด้ง(เช้า 2)
82.BAOJU WHITENING CREAM NIGHT CREAM
83.ครีมสมุนไพรว่านทิพย์
84.FAYLACIS NIGHT CREAM FS-202
85.YANKO Day Cream
86.YANKO Night Cream
87.ครีม FAYLACIS
88.ครีม CTA
89.ครีม Qian Mei กล่องสีเขียว มีรูปโสม
90.คิวแคร์ ลดรอยดำ
91.คิวแคร์ ครีมประทินผิวสูตรขมิ้น
92.PREAME ครีมลดริ้วรอย
93.PREAME โลชั่นป้องกันแสงแดด
94.PREAME โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า
95.PREAME ครีมทาสิว
96.ครีมแก้ฝ้า Q2 คิวทู
97.ครีมสมุนไพรว่านนางพญาหน้าขาว
98.ครีมสิวฝ้าสมุนไพร แพน-วี
99.โลชั่นสมุนไพรป้องกันแสงแดด แพน-วี
100.ครีมมิโกะไลท์ 3 Mikomuszuree
อย.ประกาศรายชื่อเครื่องสําอางอันตรายอีก 23 ยี่ห้อที่มีสารห้ามใช้ พบว่าส่วนใหญ่ผสมสารประกอบของปรอท ถ้านำมาใช้อาจทําให้แพ้และระคายเคืองถึงขั้นเสียโฉมได้
ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สํานั กงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย .) ได้ออกเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางตามแหล่งจําหน่าย เช่น ร้านค้า และแผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และยโสธร นำตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์หาสารห้ามใช้ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เครื่องสำอางมีสารห้ามใช้รวม 23 ยี่ห้อ ตรวจพบกรดเรทิโนอิกหรือกรดวิตามินเอ สารประกอบของปรอท และไฮโดรควิโนน โดยผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า เครื่องสําอางอันตรายเหล่านี้ส่วนใหญ่ลักลอบผสมสารประกอบของปรอท
สารห้ามใช้ทั้ง 3 ชนิดนี้ ทําให้เกิดการแพ้ระคายเคืองและเป็นสาเหตุทำให้ผิวหน้าถึงขั้นเสียโฉมได้ จึงขอเตือนประชาชนอย่าซื้อมาใช้เด็ดขาด
รายชื่อเครื่องสำอางอันตราย
1.ครีมนมแพะผสมสาหร่าย N-T (ตลับสีเขียว)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
2.ครีมแครอทแก้ฝ้า-กระ (ตลับสีส้ม)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
3.Gold Angel White Night Cream
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่/ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย : บริษัท คิงเฮิร์บ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 688/73-75 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
4.ครีมสมุนไพรชาเขียว OR ครีมกลางคืน (ตลับสีเขียว)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
5.ครีมมะเขือเทศ แก้สิว หน้าขาว N-T (ตลับสีชมพู)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
6.ครีมบำรุงผิวมุขหน้าขาว (ตลับขาว-น้ำเงิน)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
จ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
7.ครีมสมุนไพรน้ำนมข้าว NT
8.N (สรรพคุณแก้ฝ้าฝังลึกหน้าหมองคล้ำ)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 ไฮโดรควิโนน
9.ครีมไพร
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
10.ครีมหน้าใสทาก่อนนอน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุชื่อผู้ผลิตและเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
11.Sandnady NIGHT CREAM ครีมทาฝ้า/กระ
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุชื่อผู้ผลิตและเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ห้างคาร์ฟู เลขที่ 1293 หมู่ 4 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 ไฮโดรควิโนน
12.Silver Angel Face Day Cream
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่/ผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย : บริษัท คิงเฮิร์บ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 688/73-75 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
13.JIAO NUO FAYLACIS ครีมกลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ชั้น 2 เซ็นทรัลสาขาปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.
ผู้ผลิต: บริษัท ห้วยโจเขื่อนเอิน คอสเมติก จำกัด ประเทศจีน
ผู้นำเข้า: บริษัท ไจโอ นูโอ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 302/20 ลาดพร้าว 71 วังทองหลาง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
14.JIAO NUO บาชิ ครีมกลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ชั้น 3 มาบุญครองเซ็นเตอร์ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ กทม.
ผู้ผลิต: บริษัท ห้วยโจเขื่อนเอิน คอสเมติก จำกัด ประเทศจีน
ผู้นำเข้า: บริษัท ไจโอ นูโอ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 302/20 ลาดพร้าว 71 วังทองหลาง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
15.JIAO NUO บาชิ ครีมกลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ชั้น 2 เซ็นทรัลสาขาปิ่นเกล้า แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.
ผู้ผลิต: บริษัท ห้วยโจเขื่อนเอิน คอสเมติก จำกัด ประเทศจีน
ผู้นำเข้า: บริษัท ไจโอ นูโอ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 302/20 ลาดพร้าว 71 วังทองหลาง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
16.นิว แคร์ ครีมสมุนไพรขมิ้น ครีมบำรุงผิวสมุนไพรขมิ้น
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิตและวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย : นิวแคร์ บิวตี้
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
17.นิว แคร์ ไวท์ไนท์ครีม ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิตและวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย : นิวแคร์ บิวตี้
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 : ไฮโดรควิโนน และสารห้ามใช้ 2 กรดเรทิโนอิก หรือกรดวิตามินเอ
18.KL ครีมนมผึ้งผสมโสม ภญ.วีรวรรณ แตงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สํานั กงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย .) ได้ออกเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางตามแหล่งจําหน่าย เช่น ร้านค้า และแผงลอย ในเขตกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และยโสธร นำตัวอย่างส่งตรวจวิเคราะห์หาสารห้ามใช้ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค เครื่องสำอางมีสารห้ามใช้รวม 23 ยี่ห้อ ตรวจพบกรดเรทิโนอิกหรือกรดวิตามินเอ สารประกอบของปรอท และไฮโดรควิโนน โดยผลการตรวจวิเคราะห์พบว่า เครื่องสําอางอันตรายเหล่านี้ส่วนใหญ่ลักลอบผสมสารประกอบของปรอท
สารห้ามใช้ทั้ง 3 ชนิดนี้ ทําให้เกิดการแพ้ระคายเคืองและเป็นสาเหตุทำให้ผิวหน้าถึงขั้นเสียโฉมได้ จึงขอเตือนประชาชนอย่าซื้อมาใช้เด็ดขาด
รายชื่อเครื่องสำอางอันตราย
1.ครีมนมแพะผสมสาหร่าย N-T (ตลับสีเขียว)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
2.ครีมแครอทแก้ฝ้า-กระ (ตลับสีส้ม)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
3.Gold Angel White Night Cream
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่/ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย : บริษัท คิงเฮิร์บ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 688/73-75 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
4.ครีมสมุนไพรชาเขียว OR ครีมกลางคืน (ตลับสีเขียว)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
5.ครีมมะเขือเทศ แก้สิว หน้าขาว N-T (ตลับสีชมพู)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
6.ครีมบำรุงผิวมุขหน้าขาว (ตลับขาว-น้ำเงิน)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
จ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
7.ครีมสมุนไพรน้ำนมข้าว NT
8.N (สรรพคุณแก้ฝ้าฝังลึกหน้าหมองคล้ำ)
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 ไฮโดรควิโนน
9.ครีมไพร
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุวันเดือนปีที่ผลิตและชื่อผู้ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
10.ครีมหน้าใสทาก่อนนอน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุชื่อผู้ผลิตและเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ร้านขายเครื่องสำอางเลขที่ 199/99 หมู่ 11 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
11.Sandnady NIGHT CREAM ครีมทาฝ้า/กระ
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุชื่อผู้ผลิตและเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: ห้างคาร์ฟู เลขที่ 1293 หมู่ 4 ต.สำโรงเหนือ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 ไฮโดรควิโนน
12.Silver Angel Face Day Cream
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่/ผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย : บริษัท คิงเฮิร์บ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เลขที่ 688/73-75 ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
13.JIAO NUO FAYLACIS ครีมกลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ชั้น 2 เซ็นทรัลสาขาปิ่นเกล้า แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.
ผู้ผลิต: บริษัท ห้วยโจเขื่อนเอิน คอสเมติก จำกัด ประเทศจีน
ผู้นำเข้า: บริษัท ไจโอ นูโอ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 302/20 ลาดพร้าว 71 วังทองหลาง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
14.JIAO NUO บาชิ ครีมกลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ชั้น 3 มาบุญครองเซ็นเตอร์ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ กทม.
ผู้ผลิต: บริษัท ห้วยโจเขื่อนเอิน คอสเมติก จำกัด ประเทศจีน
ผู้นำเข้า: บริษัท ไจโอ นูโอ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 302/20 ลาดพร้าว 71 วังทองหลาง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
15.JIAO NUO บาชิ ครีมกลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ตั้งอยู่ชั้น 2 เซ็นทรัลสาขาปิ่นเกล้า แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กทม.
ผู้ผลิต: บริษัท ห้วยโจเขื่อนเอิน คอสเมติก จำกัด ประเทศจีน
ผู้นำเข้า: บริษัท ไจโอ นูโอ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด 302/20 ลาดพร้าว 71 วังทองหลาง กทม.
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
16.นิว แคร์ ครีมสมุนไพรขมิ้น ครีมบำรุงผิวสมุนไพรขมิ้น
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิตและวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย : นิวแคร์ บิวตี้
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
17.นิว แคร์ ไวท์ไนท์ครีม ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุเลขที่ผลิตและวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต/ผู้จัดจำหน่าย : นิวแคร์ บิวตี้
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 : ไฮโดรควิโนน และสารห้ามใช้ 2 กรดเรทิโนอิก หรือกรดวิตามินเอ
ข้อความฉลาก : ไม่ระบุชื่อผู้ผลิตและวันเดือนปีที่ผลิต
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่ทราบชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
19.เอ็ม.วี.ไวท์เทนนิ่งครีม ครีมบำรุงผิวหน้ากลางคืน
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อ.เมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต: บ.เอ็ม วี คอสเมติกส์ จ. 47/ 2 หมู่ 3 ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
ประเทศแหล่งกำเนิด : - ไม่ระบุ -
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 ไฮโดรควิโนน และสารห้ามใช้ 2 กรดเรทิโนอิก หรือกรดวิตามินเอ
20.MV WHIENING CREAM ครีมแก้สิว-หน้าใส
เจ้าของ/สถานที่: แผงลอยไม่มีชื่อ ใกล้ตลาดเทศบาล อำเภอเมือง จ.ยโสธร
ผู้ผลิต: บ.เอ็ม วี คอสเมติกส์ จ. 47/ 2 ม.3 ต.เกษตรพัฒนา อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
ตรวจพบสารห้ามใช้ 1 สารประกอบของปรอทหรือปรอทแอมโมเนีย
21.NEW CARE ครีมประทินผิวลดรอยด่างดำ
22.D.C.White โลชั่นกันแดด ปรับสภาพผิวจากแสงแดด
23.นิวแคร์ ครีมประทินผิวลดรอยด่างดำ
24.นิวแคร์ โลชั่นปรับสภาพผิว
25.Gold Angel White Night cream
26.Silver Angel Face Day Cream
27.พรีม โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (ขายพร้อมครีมทาสิวสูตรขาวเนียน บรรจุในกล่องกระดาษสีชมพูขาว)
28.3 ทรีเดย์ ไบรเทนแอนด์รีไวเทน โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ-ฝ้า ในกล่องกระดาษสีเหลือง-ขาว-ฟ้า)
29.3 ทรีเดย์ เนเชอรัล โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ ครีมทาสิว สูตรขาวเนียนในกล่องกระดาษสีฟ้า-ขาว-เหลือง)
30.โลชั่นวินเซิร์ฟลดฝ้า-กันแดด (ห่อด้วยพลาสติกใสไม่มีสี รวมกับครีมวินเซิร์ฟและสบู่สมุนไพรทองพันชั่งผสมมะขาม)
31.3 ทรีเดย์ ไบรเทนแอนด์รีไวเทน โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ-ฝ้า ในกล่องกระดาษสีดำ-ขาว)
32.3 ทรีเดย์ ไบรเทนแอนด์รีไวเทน ครีมลดริ้วรอยหมองคล้ำ-ฝ้า (บรรจุรวมกับ 3 ทรีเดย์ โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า ในกล่องกระดาษสีดำ-ขาว)
33.ครีมสมุนไพรโสมจินเหม่ย
34.ชิชาเดะ ครีมหน้าขาวโสมผสมไข่มุกญี่ปุ่น
35.ครีมสมุนไพรขมิ้น M&G
36.มิสเดย์ ครีมแก้ฝ้า ใช้กลางคืน(ขายพร้อมมิสเดย์ครีมแก้สิว ใช้กลางวัน)
37.โลชั่นกันแดด-กันฝ้า เมลาแคร์ ผสมว่านหางจระเข้
38.ครีมฝ้าเมลาแคร์
39.โลชั่นปรับสภาพผิว เอสจี(ขายพร้อมมุยลีเฮียงครีมทาสิวฝ้า)
40.ครีมชาเขียว DR.JAPAN
41.DR.s Secret 4 skinrecon
42.DR.s Secret 3 skinlight
43.FRESHXEENA NIGHT CREAM
44.MINGCHEN DAY CREAM WHITENING CREAM
45.KAILI LOVELY M
46.ไวท์เทนนิ่งครีม ROBISIS Whitening Cream Night Cream
47.ไวท์เทนนิ่งครีม ROBISIS FADE-out Cream Day Cream
48.Plsi Whitening Day Cream
49.บาชิ ครีมกลางคืน
50.PM3ไวท์เทนนิ่ง สูตรพิเศษ
51.FC ครีมสมุนไพรน้ำนมข้าว
52.สมุนไพรบ้านตะวัน
53.ครีมชาเขียว DR.JAPAN
54.QIAN MEI (ครีมสีเหลือง)
55.QIAN MEI (ครีมสีขาว)
56.Night Lotion
57.ครีมไข่มุก
58.ครีมมะขามเปลี่ยนสีผิว
59.ครีมน้ำนมสปาเปลี่ยนสีผิว
60.ครีมน้ำนมมะขามเปลี่ยนสีผิว
61.VOV COLOR DESIGN 22
62.Fem Hair Removing Cream RORE
63.Fem Hair Removing Cream CHANDAN
64.ไวท์ครีม (ครีมเปลี่ยนสีผม)
65.Bio Je
66.โลชั่นทาผิว HQ
67.ครีมทารักแร้ขาว
68.KARME Whitening Cream Night Cream
69.WEiJiAO Double Night Cream
70.WEiJiAO Whitening Essence
71.Hymera Night Cream
72.Hymera Day Cream
73.CAI NI YA
74.JIAO LING ครีมกลางคืน
75.JIAO LING ครีมกลางวัน
76.ครีมไม่ใช่ลิขวิด
77.ครีมสมุนไพรไม่ใช่ลิขวิด
78.TALEENA CREAM ครีมสมุนไพรว่านหางจระเข้
79.สมุนไพรรักษาสิวฝ้า
80.J Leena Serum Whitening Zerum (เย็น 1)
81.J Leena Serum มุกหน้าใส-เด้ง(เช้า 2)
82.BAOJU WHITENING CREAM NIGHT CREAM
83.ครีมสมุนไพรว่านทิพย์
84.FAYLACIS NIGHT CREAM FS-202
85.YANKO Day Cream
86.YANKO Night Cream
87.ครีม FAYLACIS
88.ครีม CTA
89.ครีม Qian Mei กล่องสีเขียว มีรูปโสม
90.คิวแคร์ ลดรอยดำ
91.คิวแคร์ ครีมประทินผิวสูตรขมิ้น
92.PREAME ครีมลดริ้วรอย
93.PREAME โลชั่นป้องกันแสงแดด
94.PREAME โลชั่นป้องกันแสงแดด-ฝ้า
95.PREAME ครีมทาสิว
96.ครีมแก้ฝ้า Q2 คิวทู
97.ครีมสมุนไพรว่านนางพญาหน้าขาว
98.ครีมสิวฝ้าสมุนไพร แพน-วี
99.โลชั่นสมุนไพรป้องกันแสงแดด แพน-วี
100.ครีมมิโกะไลท์ 3 Mikomuszuree
วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2554
ภาวะเงินฝืด
ภาวะเงินฝืด หรือเงินฝืด (Deflation) เป็นภาวะที่ระดับราคาสินค้าและบริการทั่วไปลดต่ำลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากอุปสงค์รวมมีน้อยเกินไป ไม่เพียงพอที่จะซื้อสินค้าและบริการทำให้ผู้ผลิตต้องลดราคาสินค้าเพื่อที่จะทำให้ขายได้ และลดการผลิตลงเพราะว่าถ้าผลิตออกมาเท่าเดิมก็ขายได้น้อย ผลที่ตามมาจะก่อให้เกิดผลเลวร้ายต่อเศรษฐกิจเพราะการจ้างงานจะลดลงตามไปด้วย ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อมาตราฐานความเป็นอยู่ของประชาชน ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะเงินฝืด อำนาจซื้อของบุคคลทั่วไปจะสูงขึ้นด้วย
เงินฝืด เป็นภาวะตรงข้ามกับ ภาวะเงินเฟ้อ มีปัจจัยการเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของอุปทาน การหดตัวของอุปสงค์ การลดลงของต้นทุนจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการปรับลดภาษี และการที่ปริมาณเงินหมุนเวียนมีไม่เพียงพอต่อขนาดของระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น
เงินฝืด เป็นภาวะตรงข้ามกับ ภาวะเงินเฟ้อ มีปัจจัยการเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเพิ่มขึ้นของอุปทาน การหดตัวของอุปสงค์ การลดลงของต้นทุนจากปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยน หรือมาตรการปรับลดภาษี และการที่ปริมาณเงินหมุนเวียนมีไม่เพียงพอต่อขนาดของระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น
สาเหตุที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ
มาจากการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์มวลรวม(Aggregate Demand) และอุปทานมวลรวม (Aggregate Supply) ซึ่งพอจะจำแนกได้ 3 ประการใหญ่ๆดังนี้
1. เงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น(Demand Pull Inflation)
2. เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงขึ้น(Cost-Push Inflation)
3. เงินเฟ้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้าง(Structural Inflation)
1. เงินเฟ้อที่เกิดจากอุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น (Demand Pull Inflation)
คือการปริมาณสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่เพียงพอตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นในอุปสงค์มวลรวม
สาเหตุที่ทำให้อุปสงค์มวลรวมเพิ่มขึ้น
1.1 การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนการผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการ
1.2 การใช้จ่ายของภาครัฐบาลเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น
1.3 การใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น
1.4 ความต้องการสินค้าจากประเทศของเราของชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ข้อที่น่าสังเกตประการหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์มวลรวมต่อสินค้าและบริการทุกชนิดได้มีผลทำให้ระดับราคาสูงขึ้นเรื่อยๆก็จริง แต่การสูงขึ้นของราคาดังกล่าวเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตทำการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อหวังจะได้กำไรเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณการผลิตสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นตามมาในเวลาต่อมา และช่วยบรรเทาการสูงขึ้นของระดับราคาไม่ให้มากนักได้
2. เงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงขึ้น (Cost-Push Inflation)
สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ประการคือ
1.1 การเรียกร้องค่าจ้างแรงงานเพิ่มของปัจจัยแรงงาน(Wage-Push Inflation)
1.2 เงินเฟ้อที่เกิดจากการเพิ่มกำไรของผู้ผลิต
1.3 เงินเฟ้อที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง(Structural Inflation)
กรณีที่ประเทศเกิดภาวะสงคราม ทำให้รัฐบาลต้องใช้จ่ายเงินในการสงครามและจำกัดขอบเขตการบริโภคของประชาชนทั่วไป เพื่อนำทรัพยากรที่มีอยู่มาใช้การผลิตอาวุธ ในช่วงสงคราม
ที่มา : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาวะเงินเฟ้อ
ภาวะเงินเฟ้อ (อังกฤษ: inflation) หมายถึง การที่ระดับราคาราคาของสินค้าหรือการบริการในช่วงระยะเวลาหนึ่งราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหน่วยวัดในรูปแบบของอัตราร้อยละจากดรรชนีราคา เงินเฟ้อ เป็นภาวะตรงข้ามกับ ภาวะเงินฝืด อัตราเงินเฟ้ออาจมีได้หลายอัตรา เนื่องจากเราสามารถคำนวณหาอัตราเงินเฟ้อได้จากสินค้าแต่ล่ะชนิด หรือ อัตราเงินเฟ้อที่มีอิทธิพลและผลกระทบเฉพาะกลุ่ม เป็นต้น ดัชนีเงินเฟ้อที่สำคัญมี 2 ดัชนี ได้แก่ ดรรชนีราคาผู้บริโภค (CPI) , เกิดจากการสุ่มสินค้าบางตัวมาคำนวณ, ตัวหักลด GDP (GDP deflator) , ค่าที่แสดงระดับราคาของ GDP ในช่วงระยะเวลานั้นเปรียบเทียบกับระดับราคาของผลิตภัณฑ์ในปีฐาน
หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยเป็นปกติก็จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่หากเพิ่มขึ้นมากและผันผวนก็จะสร้างความไม่แน่นอนและก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
สาเหตุภาวะเงินเฟ้อ สาเหตุการเกิดเงินเฟ้อแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลักๆ ได้แก่
ต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น (Cost-push inflation) ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะ ตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน
ความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้นๆจึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น (Demand-pull inflation) หรือ มีแรงดึงทางด้านอุปสงค์ การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน
หากเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นแต่เพียงเล็กน้อยเป็นปกติก็จะสร้างสิ่งจูงใจแก่ผู้ประกอบการ แต่หากเพิ่มขึ้นมากและผันผวนก็จะสร้างความไม่แน่นอนและก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการครองชีพของประชาชน และการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
สาเหตุภาวะเงินเฟ้อ สาเหตุการเกิดเงินเฟ้อแบ่งได้เป็น 2 สาเหตุหลักๆ ได้แก่
ต้นทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น (Cost-push inflation) ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับราคาสินค้าขึ้น สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างแรงงาน การเกิดวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติ การเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้านำเข้า ซึ่งอาจเพิ่มไปตามภาวะ ตลาดโลก หรือผลของอัตราแลกเปลี่ยน
ความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่มีอยู่ในขณะนั้นๆจึงดึงให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น (Demand-pull inflation) หรือ มีแรงดึงทางด้านอุปสงค์ การเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการอาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงิน การดำเนินนโยบายการคลังของภาครัฐบาล การเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน
ที่มา : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
แนวคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจนอกระบบ
แนวความคิดเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจนอกระบบนั้น เริ่มจาก นักมานุษยวิทยาทางด้านเศรษฐศาสตร์ชื่อ เคธ ฮาร์ต (Keith Hart) เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับแรงงานของสำนักงานองค์การแรงงานสากล (International Labor Office) เขาได้พบข้อแตกต่างระหว่างสิ่งที่การศึกษาแบบอังกฤษให้แก่เขา กับประสบการณ์ตรงที่เขาประจักษ์อยู่เบื้องหน้าจากตลาดแรงงานในเมืองในทวีปแอฟริกา ซึ่งได้สะท้อนออกมาในรายงานที่เขานำเสนอสำนักงานแรงงานสากล (ค.ศ.1973) เขาได้สร้างแบบจำลองแหล่งรายได้ 2 ทาง ของแรงงานในเมือง ทางหนึ่งจากค่าจ้างแรงงาน อีกทางหนึ่งจากการจ้างงานตนเอง (Self-employment) ซึ่งมีขอบเขตและพลวัตรกว้างขวางกว่า “เด็กขัดรองเท้าและคนขายไม้ขีดไฟ” ที่เขาเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ไม่ได้มีการแจงนับหรือบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ (เศรษฐกิจใต้ดิน, 2546)
ต่อมาแนวคิดเรื่อง “เศรษฐกิจนอกระบบ” ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และมีการศึกษากันทั่วโลกทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ตลอดจนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Countries) จนถึงมีการสอนในมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น มีรายวิชาที่ว่าด้วยอาชญากรรมและเศรษฐกิจนอกระบบ (Crime and Informal Economy) และมีการเรียกชื่อกันไปต่างๆ
อะเลจันโดร พอร์ตส์ (Alejandro Portes) และ วิลเลียม ฮอลเลอร์ (William Haller) นักวิชาการที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาเศรษฐกิจนอกระบบ มีความเห็นว่า เมื่อสำนักงานแรงงานสากลรับแนวคิดเศรษฐกิจนอกระบบมาแล้ว ก็ได้ทำให้แนวคิดนี้มีลักษณะตายตัวหรือมีด้านเดียว นั่นคือทำให้เรื่องเศรษฐกิจนอกระบบสัมพันธ์เป็นอันเดียวกับความยากจน และเศรษฐกิจนอกระบบถูกตีความว่า เป็น “วิถีเมืองทางการปฏิบัติ” (urban way of doing things) ที่มีลักษณะเด่นคือ
1. สามารถเข้ามาทำได้ง่ายโดยไม่มีเครื่องกีดขวางทางทักษะ เงินทุน และการจัดตั้ง
2. เป็นรูปแบบที่ครอบครัวเป็นเจ้าของ
3. เป็นการประกอบการขนาดเล็ก
4. เป็นการผลิตที่ใช้แรงงานมากและเทคโนโลยีที่ล้าสมัย
5. มีตลาดที่ไม่ได้จัดระเบียบและการแข่งขันสูง
6. มีระดับผลิตผลต่ำ และความสามารถในการสะสมทุนต่ำ สำนักงานแรงงานสากลมักเห็นว่าการจ้างงานในภาคนอกระบบเป็นการจ้างงานต่ำระดับ (Underemployment) เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนงานที่ไม่สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ นั่นทำให้เศรษฐกิจนอกระบบมีความหมายด้านลบไปอย่างน้อยในระยะต้น
เศรษฐกิจนอกระบบ ได้ขยายตัวในทุกภูมิภาคในโลก ในช่วง 20 ปีนี้ ทำให้องค์การต่างๆ ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ได้มีการปรับเปลี่ยนท่าทีใหม่ต่อเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น ในการสัมมนาสมัชชาการจ้างงานโลก 2001 ขององค์การแรงงานสากล มีการยอมรับปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคมนี้มากขึ้น เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจใต้ดินกับเศรษฐกิจทางการ พร่ามัวกว่าเดิม และเมื่อได้มีการศึกษาในเชิงลึก พบว่าเศรษฐกิจนอกระบบยังหมายรวมถึง
1. การหลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะในประเทศที่มีอัตราภาษีสูง ส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วซึ่งต้องมีภาระด้านสวัสดิการทางสังคม รวมทั้งข้อเรียกร้องทางสิ่งแวดล้อมสูง เป็นเหตุจูงใจให้ผู้ประกอบการพากันหลบเลี่ยงภาษี เพื่อให้มีกำไร และสามารถอยู่รอดต่อไป
2. การทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งในวงราชการและกลุ่มบรรษัท หากเป็นในประเทศกำลังพัฒนามักเน้นการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบ่อยครั้งรับสินบนและค่านายหน้าจากบรรษัทข้ามชาติ หากเป็นในประเทศพัฒนาแล้วมักเน้นการคอร์รัปชั่นในกลุ่มบรรษัท โดยเฉพาะการให้สินบนและการล็อบบี้ของบรรษัท
3. องค์กรอาชญากรรม โดยเฉพาะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ตามกระแสโลกาภิวัตน์ จนกระทั่งขึ้นมาท้าทายอำนาจของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติในระดับที่แน่นอน รายงานของโครงการพัฒนา (UNDP) ฉบับปี 1999 ระบุว่าองค์กรอาชญากรรมได้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหญ่ปีละถึงราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (วอชิงตันโพสต์,2003 : อ้างในเศรษฐกิจใต้ดิน, 2546)
วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554
การแทรกแซงกลไกตลาดเสรี
อดัม สมิธ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวิชาเศรษฐศาสตร์จากการเขียนหนังสือ “The Wealth of Nations” นั้นในแก่นสารได้นำเสนอแนวคิดหลัก 2 ประการซึ่งเป็นพื้นฐานของวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ
1. การแข่งขันกันโดยเสรีของประชาชนในฐานะผู้ซื้อ คือผู้แสวงหาสินค้าและบริการที่คุ้มค่าที่สุดตามความต้องการของตนเอง และในขณะเดียวกันการแข่งขันของผู้ประกอบการในการที่จะผลิตสินค้าและบริการให้ได้ในราคาถูกและคุณภาพดีที่สุดจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดและให้ผลประโยชน์สูงสุดกับเศรษฐกิจโดยรวม หมายความว่าความพยายามของทุกฝ่ายที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน (หรือความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว) จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือการแข่งขันอย่างเสรีจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดทางเศรษฐกิจ (economic efficiency)
2. โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจึงไม่จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกลางใดที่จะต้องมีความรอบรู้หรือความสามารถพิเศษเพื่อช่วยตัดสินใจหรือวางแผนเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศ ตรงกันข้ามการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ (decentralized decision-making) ให้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ระบบตลาดเสรีนั้นมีสมมุติฐานคล้ายคลึงกับระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือระบบตลาดเสรีคือการที่อำนาจทางเศรษฐกิจอยู่กับประชาชน ในขณะที่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจการปกครองอยู่กับประชาชนเช่นกัน
แต่ต่อมาก็สามารถมองเห็นข้อบกพร่องต่างๆ ของระบบตลาดเสรี ทำให้ต้องมีการเข้ามาแทรกแซงโดยภาครัฐในประเด็นต่างๆ ที่พอสรุปได้ดังนี้ คือ
1. ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้จากกลไกตลาดเสรี กล่าวคือระบบเศรษฐกิจที่ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่คน ซึ่งหลายคนจะมองว่าไม่เป็นธรรมนั้นก็มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้ ทำให้มีเหตุสมควรที่รัฐบาลจะเก็บภาษีคนรวยเพื่อนำเอาไปช่วยเหลือคนจนให้มีฐานะที่ดีขึ้น แต่การกระทำดังกล่าวย่อมจะบั่นทอนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (เช่นหากพยายามเก็บภาษีคนรวยมากก็อาจทำให้ความกระตือรือร้นที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและประเทศลดลงหรือคนเก่งก็อาจต้องย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ประเทศอื่นๆ ที่เก็บภาษีน้อยกว่าก็ได้)
2. บริการบางประเภทของรัฐนั้นเป็นบริการที่ให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำให้ยากที่จะอาศัยกลไกตลาดผลิตออกมาได้ในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม (public goods) เช่นงบประมาณด้านการทหารเพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายที่อาศัยกลไกตลาดไม่ได้ เพราะคนหลายคนจะอยากได้ประโยชน์จากบริการดังกล่าว แต่ไม่อยากร่วมจ่ายเงิน (free rider) ในกรณีดังกล่าวจึงต้องมีการบังคับจ่ายโดยการเก็บภาษี
3. มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงที่เศรษฐกิจจะซบเซาอย่างยาวนาน ภาครัฐจะต้องเข้ามาเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการเร่งการใช้จ่ายและการลงทุน แม้ว่าจะต้องขาดดุลงบประมาณ (กู้เงิน) มาใช้ในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่สมควรทำเพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีสู่สภาวะปกติ รัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะใช้คืนเงินกู้ดังกล่าว
4. ในบางกรณีการผลิตสินค้าอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสมือนกับการที่ผู้ผลิตใช้ทรัพยากรของประเทศ (คือทำสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพสูงให้มีคุณภาพต่ำ) โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าดังกล่าวมากเกินไป (หรือการสร้างมลพิษมากเกินไป) ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเก็บภาษีเท่ากับผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตสินค้าดังกล่าว
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
1. การแข่งขันกันโดยเสรีของประชาชนในฐานะผู้ซื้อ คือผู้แสวงหาสินค้าและบริการที่คุ้มค่าที่สุดตามความต้องการของตนเอง และในขณะเดียวกันการแข่งขันของผู้ประกอบการในการที่จะผลิตสินค้าและบริการให้ได้ในราคาถูกและคุณภาพดีที่สุดจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดและให้ผลประโยชน์สูงสุดกับเศรษฐกิจโดยรวม หมายความว่าความพยายามของทุกฝ่ายที่จะแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน (หรือความเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว) จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ส่วนรวม กล่าวคือการแข่งขันอย่างเสรีจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดทางเศรษฐกิจ (economic efficiency)
2. โดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจึงไม่จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรกลางใดที่จะต้องมีความรอบรู้หรือความสามารถพิเศษเพื่อช่วยตัดสินใจหรือวางแผนเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของประเทศ ตรงกันข้ามการกระจายอำนาจในการตัดสินใจ (decentralized decision-making) ให้ขึ้นอยู่กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในส่วนนี้ระบบตลาดเสรีนั้นมีสมมุติฐานคล้ายคลึงกับระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือระบบตลาดเสรีคือการที่อำนาจทางเศรษฐกิจอยู่กับประชาชน ในขณะที่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจการปกครองอยู่กับประชาชนเช่นกัน
แต่ต่อมาก็สามารถมองเห็นข้อบกพร่องต่างๆ ของระบบตลาดเสรี ทำให้ต้องมีการเข้ามาแทรกแซงโดยภาครัฐในประเด็นต่างๆ ที่พอสรุปได้ดังนี้ คือ
1. ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจนั้นอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้จากกลไกตลาดเสรี กล่าวคือระบบเศรษฐกิจที่ความร่ำรวยกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่คน ซึ่งหลายคนจะมองว่าไม่เป็นธรรมนั้นก็มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจได้ ทำให้มีเหตุสมควรที่รัฐบาลจะเก็บภาษีคนรวยเพื่อนำเอาไปช่วยเหลือคนจนให้มีฐานะที่ดีขึ้น แต่การกระทำดังกล่าวย่อมจะบั่นทอนประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (เช่นหากพยายามเก็บภาษีคนรวยมากก็อาจทำให้ความกระตือรือร้นที่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและประเทศลดลงหรือคนเก่งก็อาจต้องย้ายถิ่นฐานออกไปอยู่ประเทศอื่นๆ ที่เก็บภาษีน้อยกว่าก็ได้)
2. บริการบางประเภทของรัฐนั้นเป็นบริการที่ให้ประโยชน์แก่ส่วนรวม ทำให้ยากที่จะอาศัยกลไกตลาดผลิตออกมาได้ในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสม (public goods) เช่นงบประมาณด้านการทหารเพื่อปกป้องคุ้มครองประเทศ เป็นค่าใช้จ่ายที่อาศัยกลไกตลาดไม่ได้ เพราะคนหลายคนจะอยากได้ประโยชน์จากบริการดังกล่าว แต่ไม่อยากร่วมจ่ายเงิน (free rider) ในกรณีดังกล่าวจึงต้องมีการบังคับจ่ายโดยการเก็บภาษี
3. มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงที่เศรษฐกิจจะซบเซาอย่างยาวนาน ภาครัฐจะต้องเข้ามาเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการเร่งการใช้จ่ายและการลงทุน แม้ว่าจะต้องขาดดุลงบประมาณ (กู้เงิน) มาใช้ในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่สมควรทำเพราะเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวดีสู่สภาวะปกติ รัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเพียงพอที่จะใช้คืนเงินกู้ดังกล่าว
4. ในบางกรณีการผลิตสินค้าอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเสมือนกับการที่ผู้ผลิตใช้ทรัพยากรของประเทศ (คือทำสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพสูงให้มีคุณภาพต่ำ) โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการผลิตสินค้าดังกล่าวมากเกินไป (หรือการสร้างมลพิษมากเกินไป) ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเก็บภาษีเท่ากับผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตสินค้าดังกล่าว
เศรษฐศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2553
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของแรงงานไทย
และแล้วของขวัญปีใหม่ 2554 จากรัฐบาลที่ให้กับแรงงานไทยก็ถูกแกะกล่องออกมา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด โดยจังหวัดที่ได้รับการปรับเพิ่มสูงสุด 17 บาทต่อวันคือ ภูเก็ต ซึ่งการปรับครั้งนี้จะทำให้ภูเก็ตเป็นจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำสูงที่สุดในไทย คือ 221 บาทต่อวัน แซงแชมป์เก่า อย่างกรุงเทพฯ และสมุทรปราการไปเพียง 1 บาทต่อวัน ส่วนจังหวัดที่ได้รับการปรับน้อยสุด 8 บาทต่อวัน มี 7 จังหวัด เช่น พะเยา และศรีสะเกษ ซึ่งจะทำให้พะเยาจะมีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำที่สุดที่ 159 บาท โดยพะเยายังคงรักษาตำแหน่งจังหวัดที่มีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำที่สุดต่อไป
คงจะดีหากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสามารถช่วยผู้ใช้แรงงานได้จริง ตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่หากพิจารณาโดยแท้จริงแล้วจะพบว่า ถ้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 3% การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริง (ปรับผลของเงินเฟ้อออกแล้ว) กลับไปมีระดับเท่ากับเมื่อ 10 ปีที่แล้วพอดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 20% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 165 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อไปพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริงลดลงประมาณ 4%
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคราวนี้มากกว่าครั้งก่อนๆ ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกปรับขึ้นประมาณ 2-3% แต่การปรับครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 7% (จาก 165 เป็น 176 บาทต่อวัน) ผลดีของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคือผู้ใช้แรงงานน่าจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการก็จะมีต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจปรับราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และถ้าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าจ้าง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็คงไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นมากเท่าใดนัก
การเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งจำเป็นแต่ควรทำผ่านการเพิ่ม labor productivity ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2544-2553) แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย โดยหากเทียบค่าจ้างแท้จริงในช่วงเดียวกันนี้ จะพบว่าค่าจ้างแท้จริงเพิ่มขึ้นเพียง 2% แน่นอนว่าการเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำแต่ควรทำผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะในคน เช่น จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้แรงงานเพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะการผลิต ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้แรงงานไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งเพียงแค่ค่าจ้างขั้นต่ำอีกต่อไป
คงจะดีหากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสามารถช่วยผู้ใช้แรงงานได้จริง ตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่หากพิจารณาโดยแท้จริงแล้วจะพบว่า ถ้าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 3% การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำแท้จริง (ปรับผลของเงินเฟ้อออกแล้ว) กลับไปมีระดับเท่ากับเมื่อ 10 ปีที่แล้วพอดี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาแม้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องซึ่งทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 20% (จาก 137 บาทต่อวันในปี 2544 เป็น 165 บาทต่อวันในปี 2553) แต่เมื่อนำผลจากเงินเฟ้อไปพิจารณาด้วยแล้วกลับพบว่าในช่วงเดียวกันนี้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยแท้จริงลดลงประมาณ 4%
การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคราวนี้มากกว่าครั้งก่อนๆ ที่ค่าจ้างขั้นต่ำถูกปรับขึ้นประมาณ 2-3% แต่การปรับครั้งนี้จะทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 7% (จาก 165 เป็น 176 บาทต่อวัน) ผลดีของการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคือผู้ใช้แรงงานน่าจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกันผู้ประกอบการก็จะมีต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจปรับราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และถ้าเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมากกว่าค่าจ้าง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็คงไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงานดีขึ้นมากเท่าใดนัก
การเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งจำเป็นแต่ควรทำผ่านการเพิ่ม labor productivity ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2544-2553) แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง เห็นได้จากอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่แท้จริง (real GDP) ที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% แต่ค่าจ้างที่แท้จริงแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย โดยหากเทียบค่าจ้างแท้จริงในช่วงเดียวกันนี้ จะพบว่าค่าจ้างแท้จริงเพิ่มขึ้นเพียง 2% แน่นอนว่าการเพิ่มค่าจ้างเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำแต่ควรทำผ่านการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (labor productivity) ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะในคน เช่น จัดการฝึกอบรมให้กับผู้ใช้แรงงานเพื่อเพิ่มและพัฒนาทักษะการผลิต ซึ่งถ้าเราสามารถทำได้แรงงานไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องหวังพึ่งเพียงแค่ค่าจ้างขั้นต่ำอีกต่อไป
ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ ( kampon.adireksombat@scb.co.th ) EIC-Economic Intelligence Center
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ความสำคัญและประโยชน์ของเศรษฐศาสตร์
ความสำคัญและประโยชน์ของเศรษฐศาสตร์ แบ่งได้ ดังนี้
1.ในฐานะผู้บริโภค >>> รู้จักเลือกสินค้าและบริการให้สัมพันธ์กับรายได้
>>> ได้รับความพอใจสูงสุดในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการ
>>> เกิดการรอบอบในการใช้จ่าย
>>> รู้จักวางแผนในการใช้จ่ายเงิน
2.ในฐานะผู้ผลิต >>> เลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด (กำไร)
>>> ตัดสินใจใช้ปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและได้ผลกำไรสูงสุด
>>> ใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
3.ในฐานะผู้บริหารประเทศ ( รัฐบาล )
>>> ใช้ในการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจของชาติ
>>> จัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม
>>> รักษาผลประโยชน์ของชาติทางด้านการค้าการลงทุน
4.ในฐานะพลเมือง >>> เข้าใจบทบาทการทำงานของรัฐบาล
>>> ให้ความร่วมมือกับการบริหารของรัฐบาล เช่น การเสียภาษีฯ
1.ในฐานะผู้บริโภค >>> รู้จักเลือกสินค้าและบริการให้สัมพันธ์กับรายได้
>>> ได้รับความพอใจสูงสุดในการเลือกบริโภคสินค้าและบริการ
>>> เกิดการรอบอบในการใช้จ่าย
>>> รู้จักวางแผนในการใช้จ่ายเงิน
2.ในฐานะผู้ผลิต >>> เลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด (กำไร)
>>> ตัดสินใจใช้ปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนต่ำและได้ผลกำไรสูงสุด
>>> ใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
3.ในฐานะผู้บริหารประเทศ ( รัฐบาล )
>>> ใช้ในการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจของชาติ
>>> จัดสรรทรัพยากรให้เกิดความเป็นธรรม
>>> รักษาผลประโยชน์ของชาติทางด้านการค้าการลงทุน
4.ในฐานะพลเมือง >>> เข้าใจบทบาทการทำงานของรัฐบาล
>>> ให้ความร่วมมือกับการบริหารของรัฐบาล เช่น การเสียภาษีฯ
โอกาสในการมีงานทำของคนที่เรียนจบเศรษฐศาสตร์
โอกาสในการมีงานทำ
สามารถประกอบอาชีพเป็นพนักงานในธนาคาร พนักงานในองค์การระหว่างประเทศ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว นักวิจัย นักวิชาการด้านธุรกิจการค้าและเศรษฐกิจ สถาบันการเงินทั่วไป อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ในตลาดแรงงานยังมีความต้องการ นักเศรษฐศาสตร์อีกมาก
ผู้ประกอบอาชีพนี้ สามารถประกอบอาชีพได้หลายประเภท ในสถานที่ต่างๆ ได้หลายแห่งทั้งที่เป็นหน่วยงานของราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน บริษัท ห้างร้านต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน และได้รับการเลื่อนตำแหน่งจนถึงตำแหน่งหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย ผู้จัดการฝ่าย ผู้อำนวยการ ผู้จัดการใหญ่ในภาคเอกชน ส่วนในภาครัฐ ถ้ามีการศึกษาในระดับที่สูงกว่าระดับ ปริญญาตรี มีประสบการณ์ และมีความสามารถในการบริหารงานจะสามารถเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจนถึงระดับบริหารสูงสุดในหน่วยงานนั้น โดยทั่วไปผู้ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ หรือวิชาการบริหารธุรกิจก็สามารถเลื่อนวิทยฐานะหรือตำแหน่งงานที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชา เศรษฐศาสตร์
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง
นักบัญชี นักธุรกิจ นักบริหาร นักวิเคราะห์ระบบ นักวิจัย นักวางแผน นักการธนาคาร นักการเงิน นักการคลัง นักสถิติ นักการแรงงาน
เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่หลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่บุคคล เจ้าหน้าที่แรงงานสัมพันธ์
เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่หลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่บุคคล เจ้าหน้าที่แรงงานสัมพันธ์
วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554
อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน ตามศาสตร์แพทย์แผนจีน
ท่านอาจารย์นายแพทย์ภาสกิจ(วิทวัส) วัณนาวิบูล อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแพทย์แผนจีน แนะนำเคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีนว่า อาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน นำแนวคิดศาสตร์แพทย์แผนจีนมาวิเคราะห์โดยใช้หลักแพทย์แผนปัจจุบันประกอบ...
1. ไข่เยี่ยวม้า:
ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่ว เช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
2. ปาท่องโก๋:
กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
3. เนื้อย่าง:
กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
4. ผักดอง:
ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
5. ตับหมู:
ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
6. ผักขม ปวยเล้ง:
ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
7. บะหมี่สำเร็จรูป:
บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
8. เมล็ดทานตะวัน:
เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า... การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้:
กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
10. ผงชูรส:
คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา... การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูง อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์
1. ไข่เยี่ยวม้า:
ไข่เยี่ยวม้ามีตะกั่วค่อนข้างสูง ตะกั่วทำให้การดูดซึมแคลเซียมน้อยลง กินบ่อยๆ จะเสี่ยงโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจได้รับพิษตะกั่ว เช่น สมองเสื่อม เป็นหมัน ฯลฯ
2. ปาท่องโก๋:
กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่วปนเปื้อน ตะกั่วทำให้ไตทำงานหนักในการขับสารนี้ออกไป นอกจากนั้นยังทำให้คอแห้ง เจ็บคอง่าย โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคร้อนในได้ง่าย
3. เนื้อย่าง:
กระบวนการรมไฟ ย่างไฟทำให้เกิดสารเบนโซไพรีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
4. ผักดอง:
ผักดอง และของหมักเกลือทำให้ร่างกายได้รับเกลือโซเดียมสูง ถ้ากินบ่อยเกิน หรือมากเกินจะทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่าย นอกจากนั้นกระบวนการหมักดองยังทำให้เกิดสารแอมโมเนียมไนไตรด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
5. ตับหมู:
ตับหมูมีโคเลสเตอรอลสูง การกินตับหมูบ่อยเกิน หรือมากเกินทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจ เส้นเลือดสมอง(อัมพฤกษ์-อัมพาต) และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น
6. ผักขม ปวยเล้ง:
ผักขมและปวยเล้งมีสารอาหารสูง ทว่า... มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้เกิดการขับสังกะสี และแคลเซียมออกจากร่างกายมาก การกินบ่อยเกิน หรือมากเกินอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลเซียม หรือสังกะสีได้
7. บะหมี่สำเร็จรูป:
บะหมี่สำเร็จรูปมีสารกัดบูด สารแต่งรสค่อนข้างสูง และมีคุณค่าทางอาหารต่ำ การกินบะหมี่สำเร็จรูปมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคขาดอาหาร และการสะสมสารพิษได้
8. เมล็ดทานตะวัน:
เมล็ดทานตะวันมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ทว่า... การกินมากเกิน หรือบ่อยเกินอาจทำให้กระบวนการเคมี (metabolism) ในร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ภาวะไขมันในตับสูงอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับ เช่น ตับแข็ง ฯลฯ เพิ่มขึ้น
9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้:
กระบวนการหมักเต้าหู้อาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย... ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคนสูงอายุ หรือเด็กเล็กได้ นอกจากนี้กระบวนการผลิตยังทำให้เกิดไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย
10. ผงชูรส:
คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินวันละ 6 กรัม หรือประมาณ 1 ช้อนชา... การกินผงชูรสมากเกิน หรือบ่อยเกินทำให้เกิดภาวะกรดกลูตามิกในเลือดสูง อาจทำให้ปวดหัว ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)

